วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

มองโลกอย่างไร ได้ชีวิตอย่างนั้น



ในโลกนี้มีวิธีคิดอยู่หลายแบบ วิธีคิดแต่ละแบบก็มีจุดดี จุดด้อย แตกต่างกันไป วิธีคิดที่คนส่วนใหญ่รู้จักก็มีอยู่ 3 แบบ ได้แก่
               
    1. วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี
                2. วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ร้าย
                3. วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง



วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี ก็คือ การรู้จักมองหาคุณค่า หรือแง่ดี แง่งาม ท่ามกลางสภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เช่น เมื่อตกอยู่ท่ามกลางวิกฤติ ก็ให้รู้จักมองหาโอกาส หรือเมื่อต้องทำงานหนัก ก็ให้มองว่า งานหนักจะมาพร้อมกับความเชี่ยวชาญ หรือเมื่อต้องพบกับอุปสรรคมากมายในชีวิตก็ให้มองว่า นั่นคือการทดสอบจากพระเจ้า เมื่อสอบผ่านก็จะได้รับรางวัลก้อนใหญ่ หรือเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็ให้คิดเสียว่า นั่นเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของคำแนะนำ หรือเมื่อต้องพบกับความผิดหวัง ก็ให้คิดเสียว่า เป็นวิธีที่ธรรมชาติกำลังมอบภูมิต้านทานในการดำรงชีวิต
                การมองโลกในแง่ดี มีข้อดีก็คือ ทำให้เรารู้จักหาประโยชน์จากสิ่งที่ไร้ประโยชน์ หาสุขจากทุกข์ หาข้อดีท่ามกลางข้อเสีย การมองเช่นนี้ จะส่งผลให้มีกำลังใจในการสู้ชีวิตเหมือนที่มหาตมะ คานธี ถูกจับโยนลงจากรถไฟในแอฟริกาใต้ ในเวลาต่อมาท่านเล่าว่า เหตุการณ์เลวร้ายคราวนั้น ทำให้ท่าน "รู้จักคิด" จนท่านกล่าวว่า "ประสบการณ์ที่สร้างสรรค์ที่สุด มักเกิดจากบทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด" การรู้จักมองโลกในแง่ดี จึงทำให้มีแรงบันดาลใจในการเผชิญหน้ากับความยุ่งยากของชีวิตได้เป็นอย่างดี

ท่านพุทธทาสภิกขุ เขียนกวีเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า
"เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา     จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู     ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย

จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว     อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย     ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง"


                วิธีคิดแบบมองโลกในแง่ร้าย ก็คือ การมองเห็นแต่จุดด้อยของสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมักเกิดขึ้นจากความกังวลจนเกินเหตุ แต่วิธีคิดแบบนี้มีจุดแข็งก็คือ ทำให้เกิดการเฝ้าระวังในสิ่งที่กำลังคิดหรือทำอยู่ แต่จุดอ่อนก็คือ หากวิตกมากเกินไปก็ทำให้ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในคน หรือสิ่งต่าง ๆ ในแง่จิตใจก็ทำให้จิตใจหดหู่ ท้อแท้หรือจิตตก ไม่มีกำลังใจในการลุกขึ้นมาทำอะไร หรือบางกรณีทำให้เป็นคนที่ยอมจำนนต่อปัญหา ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างถึงที่สุด

                วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง ก็คือ การมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่สุดโต่งไปด้านดี หรือด้านร้ายตามความรู้สึกที่ตนคิดเอาเอง แต่เป็นการมองลงไปตรง ๆ ยังตัวปัญหาที่อยู่ตรงหน้าด้วยปัญญาที่เป็นกลาง แล้วใช้ปัญญาที่เป็นกลางนั้น แสวงหาวิธีแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้มีอยู่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ หรือปัญญาชนที่รักการใช้เหตุผลอย่างบริสุทธิ์ใจ ผลของวิธีการ มองโลกตามความเป็นจริงก็คือ สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้จริงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่อยู่กับความหวังมากเกินไปเหมือนการมองโลกในแง่ดี ไม่วิตกมากเกินไปจนไม่กล้าทำอะไรเหมือนการมองโลกในแง่ลบ แต่เป็นการอยู่กับความจริงที่เป็นจริงด้วยปัญญาแท้ ๆ และแก้ปัญหาชีวิตไปบนพื้นฐานข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา
                วิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง เป็นวิธีคิดหลักอย่างหนึ่งของพุทธศาสนา ซึ่งเรามักจะได้ยินผ่านวลีที่ว่า "จงมองโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น" ในวิธีคิดสามแบบนี้ วิธีคิดแบบที่สามนับว่ามีประโยชน์มากที่สุด เพราะเป็นวิธีคิดที่มุ่งแก้ปัญหาโดยไม่ก่อ ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง พูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นวิธีดับทุกข์ ไม่ใช่แค่กลบทุกข์
                ถ้าความทุกข์ที่เกิดกับชีวิตเป็นของจริง วิธีที่จะดับทุกข์ ก็ต้องเป็นวิธีคิดแบบมองโลกตามความเป็นจริง ทุกข์จึงจะ ถูกดับหรือถูกกำจัดอย่างถอนรากถอนโคน เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เรากำลังใช้วิธีไหนในการดับทุกข์?.

พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี)

คิดในแง่ดี...เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ถ้าโกรธกับเพื่อน.....มองคนไม่มีใครรัก
ถ้าเรียนหนักๆ.....มองคนอดเรียนหนังสือ
ถ้างานลำบาก.....มองคนอดแสดงฝีมือ
ถ้าเหนื่อยงั้นหรือ.....มองคนที่ตายหมดลม
ถ้าขี้เกียจนัก.....มองคนไม่มีโอกาส
ถ้างานผิดพลาด.....มองคนไม่เคยฝึกฝน
ถ้ากายพิการ.....มองคนไม่เคยอดทน
ถ้างานรีบรน.....มองคนไม่มีเวลา
ถ้าตังค์ไม่มี.....มองคนขอทานข้างถนน
ถ้าหนี้สินล้น.....มองคนแย่งกินกับหมา
ถ้าข้าวไม่ดี.....มองคนไม่มีที่นา
ถ้าใจอ่อนล้า.....มองคนไม่รู้จักรัก
ถ้าชีวิตแย่.....จงมองคนแย่ยิ่งกว่า
อย่ามองแต่ฟ้า.....ที่สูงเกินตาประจักษ์
ความสุขข้างล่าง.....มีได้ไม่ยากเย็นนัก
เมื่อรู้แล้วจัก.....ภาคภูมิชีวิตแห่งตน

Credit By น้ำใจ

หาย...

คำสั้น ๆ คำหนึ่ง ที่นึกถึงขึ้นมาเฉย ๆ เมื่อกี้ว่า เมื่อไหร่ตัวเองจะ...หาย

คำนี้ถ้านำมันไปต่อท้าย อะไรต่อมิอะไรในชีวิตละก็ มันทุกข์เห็น ๆ

ไอโฟน ... หาย
เงิน ... หาย
รถ ... หาย
ความสุข ... หาย

แต่ถ้ามันมานำหน้า อีกหลายคำที่ไม่ค่อยจะดี มันก็จะกลายเป็นคำดีๆ เป็นสุขขึ้น
มาได้ซะงั้น

หาย ... ป่วย
หาย ... ฟุ้งซ่าน
หาย ... เจ็บ
หาย ... ทุกข์


พอคิดไปมากกว่านั้น ว่าที่แท้มันก็คือความจริง ที่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่จะ ... หาย

ความสุข ... ก็หาย
ความทุกข์ ... ก็หาย
ตัวเรา ... ก็หายไปในที่สุด

เพราะไม่มีอะไรเลย ที่จะเป็นของเราอย่างแท้จริง ดังนั้น ถึงตอนนี้ จะยัง  ใจ ... หาย

แต่ก็โชคดีที่เรายังหาย ... ใจ

วันนี้เรายังโชคที่ที่ยังหายใจ ถ้าหมดลมหายใจไปแล้วเราก็จะไม่มีโอกาสได้ทำอะไรอีกเลย

เพราะฉะนั้น จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก่อนที่มันจะสายไป


Credit By FW



ฆ่าตัวตาย...ทำให้พลาดโอกาศสำคัญในชีวิต

การที่คนๆหนึ่งฆ่าตัวตาย คนๆนั้นได้พลาดโอกาสสำคัญไปหลายอย่าง


คุณรู้ไหม...ว่าการที่คนคนหนึ่งฆ่าตัวตาย
คนคนนั้นได้พลาดโอกาศสำคัญไปหลายอย่าง...อะไรบ้าง ?

ฆ่าตัวตายเพราะเครียดเรื่องเรียน
เขาพลาดโอกาสที่จะทำคะแนนได้สูงในอนาคต

ฆ่าตัวตายเพราะอกหัก...
เขาพลาดโอกาสที่จะได้พบรักครั้งใหม่

พลาดโอกาสที่จะได้เห็นรอยยิ้มของเพื่อน

พลาดโอกาสที่จะได้พูดคุยกับเพื่อน

พลาดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต

พลาดโอกาสที่จะมีอนาคตที่สดใส

พลาดโอกาสที่จะทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ

พลาดโอกาสที่จะเป็นคนดีของพ่อแม่

พลาดโอกาสที่จะเป็นคนดีของสังคม

พลาดโอกาสที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติ

พลาดโอกาศที่จะตอบแทนบุญคุณประเทศชาติ

พลาดโอกาสที่จะได้รับปริญญา

พลาดโอกาสที่จะได้อยู่ดูแลพ่อแม่ยามที่พวกท่านเจ็บป่วย

พลาดโอกาสที่จะได้เห็นเพื่อนๆมีความสุข

พลาดโอกาสที่จะได้เห็นเพื่อนๆประสบความสำเร็จ

ถ้าเป็นผู้หญิง... ก็พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้คำว่า "แม่"

ถ้าเป็นผู้ชาย... ก็พลาดโอกาสที่จะได้เรียนรุคำว่า "พ่อ"

พลาดโอกาสที่จะให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่เป็นกำลังสำคัญของชาติ

พลาดโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่

พลาดโอกาสที่จะใช้ชีวิตให้มีความสุข

พลาดโอกาสที่จะไปเที่ยว

พลาดโอกาสที่จะทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่
พลาดโอกาสที่จะเจอโลกใหม่ๆ

พลาดโอกาสที่จะทำชีวิตให้มีความสุข
และอื่นๆอีกมากมาย.....

จากที่พูดมาทั้งหมด ทุกคนคงเห็นแล้วว่า...
คนที่ไม่มีชีวิต คนที่หมดลมหายใจแล้ว...ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม

ได้พลาดอะไรๆที่สำคัญไปหลายอย่างเลยทีเดียว



เพราะฉะนั้น
  สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนๆหนึ่งคือ "ลมหายใจ"
ขอเพียงแค่ยังมีลมหายใจ... ทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้
อีกมุมมองของชีวิตคน ปรัชญาที่ชาวจีนถือว่าเป็นมนตรานำโชคมาสู่ชีวิต

ชีวิตคนเรายังสวยงามเสมอ

ขอให้ทุกคนรักชีวิตและมีความสุขมากๆ

Credit By Teenee.com


ข้อคิดดี..ดี..ก่อนที่จะตัดสินคนอื่น

ข้อคิดนี้คงจะทำให้หลายๆคนที่เคยมองคนอื่นและตัดสินคนอื่นในแง่ร้าย
ก่อนที่จะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนคนนั้น
ดังนั้นลองมาอ่านกันดูว่าการ์ตูนนี้สอนอะไรเราบ้าง

Credit By Ployd-napat







โรคระบาดในสังคมปัจจุบัน


           โรคระบาดที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน และมักพบเห็นได้ตั้งแต่ในวัยเรียนของเด็กไทย เป็นกันยังนี้มารุ่นต่อรุ่นและยังไม่มีหนทางจะแก้ แต่วันนี้ผมมีข้อคิดดีดีให้อ่านกัน

Credit By meisan

Story Me

          ผมเกิดมาในครอบครัวที่เรียกได้ว่าไม่ได้ร่ำรวยอะไร ครอบครัวผมมีกัน 4 คน คือ พ่อ แม่ น้องชาย และผม ชีวิตของผมก็ราบเรียบและดูจะมีความสุขมาเสมอ จนเหตุการณ์บางอย่างได้เปลี่ยนชีวิตของครอบครัวผมคือ การจากไปของ พ่อ อันเป็นที่รักของคนในครอบครัวและเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวมาเสมอ ตอนนั้นผมคิดว่าครอบครัวผมคงต้องลำบากแน่เพราะว่าพ่อผมจากไปตั้งแต่ผมยังเรียนอยู่ได้แค่ ป.4 แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้นเพราะ แม่บอกพวกผมเสมอว่าไม่ต้องห่วงน่ะลูก แม่จะไม่ยอมให้ลูกของแม่ลำบากแน่นอน และแม่ก็ทำได้อย่างที่พูด เพราะว่าโชคยังดีที่พ่อยังทิ้งวิชาความรู้ในการทำอาหารไว้ให้แม่มาเปิดกิจการเล็กๆ ขายอาหาร และชีวิตของผมก็ค่อยๆเริ่มดีขึ้นในลำดับพอมีพอกิน และผมก็เติบโตมาแบบวัยรุ่นทั่วไป ไปเรียนกลับบ้านไปเรียนกลับบ้าน จนผมจบมัธยม และเข้ามหาวิทยาลัยได้
          ตอนนี้เองที่ชีวิตผมต้องออกมาสู้โลกและสังคมที่แปลกใหม่เพื่อนใหม่ที่อยู่ใหม่ สถานที่ที่แปลกใหม่ และนั่นเองที่เริ่มทำให้ผมรู้สึกคิดถึงบ้านและแม่ที่คอยดูแลผมมาตั้งแต่เล็ก พอผมเริ่มมีความเป็นผู้ใหม่มากขึ้น ผมเริ่มรู้สึกว่าชีวิตที่เรามีมาได้เพราะแม่ ทั้งที่ผมจะเรียกได้ว่าขาดความอบอุ่นจากพ่อก็ใช่แต่แม่ไม่เคยทำให้ครอบครัวรู้สึกเช่นนั้นเลย แม่เป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน ผมอยากขอบคุณแม่มากที่ทำให้ผมมีทุกวันนี้และใกล้จะจบมหาวิทยาลัยแล้ว 
          แต่นี้มันก้คงเป็นแค่การเริ่มต้นของชีวิตคนธรรมดาคนหนึงเท่านั้นเองเพราะผมยังต้องก้าวผ่านช่วงเวลาต่างๆอีกมากมายก่อนผมจะพบกับแสงสุดท้ายที่มีชื่อว่า ความตาย